แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มารู้จัก ก.พ. กันครับ ( อ่านตรงนี้ก่อนสำหรับคนที่ไม่รู้จัก ) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มารู้จัก ก.พ. กันครับ ( อ่านตรงนี้ก่อนสำหรับคนที่ไม่รู้จัก ) แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ก.พ. ภาค ก

แบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วน ออกสอบ 80 ข้อ ใช้เวลาสอบ 2 ชั่วโมง 30 นาที คือ

1. วิชาความสามารถทั่วไป (ออกสอบ 40 ข้อ) ประกอบด้วย

(1) ความสามารถทางด้านการคิดคำนวณ

(2) ความสามารถด้านเหตุผล

2. วิชาภาษาไทย (ออกสอบ 40 ข้อ) ประกอบด้วย

(1) ความเข้าใจภาษา

(2) การใช้ภาษา

ซึ่งการติวของแอ๊คกรุ๊ปจะแยกแยะตามสไตล์ข้อสอบดังนี้

ส่วนที่ 1. เนื้อหาที่ออกสอบ 40 ข้อแรก ได้แก่

1) อนุกรม

2) คณิตศาสตร์ทั่วไป

3) การวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง แผนภูมิ และกราฟ

4) เงื่อนไขสัญลักษณ์

5) เงื่อนไขภาษา

6) สรุปเหตุผลทางตรรกวิทยา

7) อุปมา-อุปไมย

8) วิเคราะห์ปริมาณสดมภ์

NOTE

:ระดับ 1 ระดับ2 ระดับ3 (ผู้มีวุฒิ ปวช. ปวส. อนุปริญญา ปริญญาตรี ต้องเตรียมตัวหัวข้อเรื่องที่1-7)

:ระดับ4 (ผู้มีวุฒิปริญาโท ต้องเตรียมตัวหัว ข้อที่1-8)

ส่วนที่ 2. วิชาภาษาไทย ประกอบด้วย

1) การเลือกใช้คำ หรือกลุ่มคำ ให้ถูกต้องตามหลักภาษา

2) การเรียงข้อความ

3) การอ่านสรุปความ และตีความ

4) การหาข้อบกพร่องทางภาษา หรือการเขียนประโยคให้ถูกต้องตามหลักภาษา

5) การอ่านและทำความเข้าใจบทความหรือข้อความ

ก.พ. การสอบแข่งขันบรรจุในหน่วยงานราชการ

ารสอบแข่งขันบรรจุในหน่วยงานราชการทั้งหลายทั้งปวง ในหน่วยงานสังกัดกระทรวง กรม ต่างๆ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอิสระ จะแบ่งการสอบออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. ภาค ก. คือ ความรู้ความสามารถทั่วไป (สอบข้อเขียน)
2. ภาค ข. คือ ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง (สอบข้อเขียนเช่นกัน)
3. ภาค ค. คือ ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

ภาค ก. ยังแบ่งออกอีกมากมายตามหน่วยงานที่เปิดสอบ บ้างก็เก็บผลผ่านภาค ก. ให้ เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. โดยการออกใบรับรองผลผ่านภาค ก. ก.พ.ให้ใช้ยื่นเป็นหลักฐาน ในการสอบหน่วยงานอื่นได้โดยไม่ต้องสอบภาค ก.ใหม่อีก สอบแต่ภาค ข. และ ค. และบางครั้งก็เป็นข้อบังคับในประกาศว่าต้องมีใบรับรองผลผ่านภาค ก. จึงจะมีสิทธิ์สมัครสอบ โดยหน่วยงานนั้นต้องอยู่ใน สังกัดกระทรวง กรม ซึ่งข้าราชการในหน่วยงานนั้นจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หากข้าราชการในหน่วยงานที่รับสมัครไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ตัวนี้ ก็มักจะไม่รับผลผ่านภาค ก. ก.พ. เช่น กทม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น กลุ่มนี้จะมี พรบ.ที่เป็นตัวบังคับบุคลากรในสังกัดของตัวเอง มีภาค ก. เป็นของตัวเอง ต่างกันไม่เฉพาะแค่ชื่อข้อสอบก็แตกต่างกันด้วย มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง

ปัจจุบันนอกจาก ก.พ. ที่เก็บผลผ่านภาค ก. ให้แล้วยังมี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เพิ่งจะมีการเก็บผลผ่านภาค ก. เป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา และจะเปิดสอบอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ปีนี้ (ที่ชาวแอ๊คชอบเรียกกันว่า ภาค ก. สถ.) แต่มีอายุเพียง 2 ปี (หรือ 3 ปี จำไม่ได้สับสนทุกที) หากเลยเวลาไปแล้วก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก ต้องรอให้กรมฯจัดสอบภาค ก. ใหม่ แล้วสมัคร ใบรับรองของ สถ. นี้จะใช้สมัครสอบกับหน่วยงานในสังกัดกรมการปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. เทศบาล ทั่วประเทศ (ยกเว้น กทม. ไม่ต้องบอกคงทราบสาเหตุว่าทำไม หากสงสัยกลับไปอ่านย่อหน้าข้างบนใหม่)

นอกจากนั้นยังไม่มีหน่วยงานใดที่เก็บผลผ่านภาค ก. นั้นก็หมายความว่าต้องสอบภาค ก. ใหม่หมด

ส่วนการเปิดสอบภาค ก. ของ ก.พ. แต่ละครั้งห่างกันค่อนข้างมาก หากอยากได้ใบรับรองฯของ ก.พ. ก็ต้องรอให้มีหน่วยงานใดเปิดรับสมัครสอบ แล้วรับทั้งผู้ที่มีใบรับรองฯ และไม่มี และต้องมีคุณวุฒิตรงกับตำแหน่งที่เปิด ก็ไปสมัครสอบหากสอบ ถ้าสอบภาค ก. ผ่านเกณฑ์ 60% ก็ได้ใบรับรองฯ ใช้ได้ตลอดชีพ เหมือนผู้ที่เพิ่งสอบผ่านไปทุกประการ โดยไม่สนใจว่าภาค ข. และ ค. จะผ่านหรือไม่ วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะกับ ก.พ. เท่านั้น สถ. ใช้ไม่ได้ แต่ในระยะนี้คงยังไม่มีหน่วยงานดังกล่าวเปิดเพราะเพิ่งสอบภาค ก. ก.พ. ไปไม่นาน

*** ได้ใบรับรองผลผ่านภาค ก. ระดับไหน ใช้สอบระดับนั้น เช่น ได้ระดับ 3 เอาไปสอบระดับ 1 ไม่ได้ ได้ระดับ 2 เอาไปสอบระดับ 3 ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น***

รู้จัก ก.พ.

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. คือ คณะกรรมการที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อปีพุทธศักราช 2471 โดยมีชื่อเรียกในขณะนั้นว่า "ก.ร.พ." หรือ "คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน" เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการจัดสอบคัดเลือกผู้เข้ารับราชการพลเรือน และจัดการศึกษาให้นักเรียนหลวงฝ่ายพลเรือนที่ส่งไปศึกษายังต่างประเทศ

ต่อมาได้เปลี่ยนจากชื่อจาก ก.ร.พ. เป็น ก.พ. ทำหน้าที่ดูแลให้การดำเนินการด้านบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนนับตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนการสอบเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการการแต่งตั้งโยกย้ายการเลื่อนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปจนถึงการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

บทบาทของ ก.พ. จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม
ด้วยการพิจารณา และดำเนินการเพื่อให้ได้มาและรักษาไว้ซึ่งข้าราชการที่ดีมีความรู้ ความสามารถสูง ให้ได้คนที่เหมาะสมกับงานและโดยประหยัดรวมถึงการรักษาขวัญและส่งเสริมกำลังใจ ในการทำงานของข้าราชการเป็นส่วนรวม ถือเป็นการเตรียมกำลังคนภาครัฐให้มีความพร้อมและสามารถผลักดันนโยบายของรัฐให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าประสงค์ อันจะช่วยให้ประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง